วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

~Educational Innovation~

นวัตกรรม”  หมายถึงความคิด การปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อน หรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงมาจากของเดิมที่มีอยู่แล้ว ให้ทันสมัยและใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น  เมื่อนำ  นวัตกรรมมาใช้จะช่วยให้การทำงานนั้นได้ผลดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม ทั้งยังช่วย ประหยัดเวลาและแรงงานได้ด้วย           
          นวัตกรรม (Innovation) มีรากศัพท์มาจาก innovare ในภาษาลาติน แปลว่า ทำสิ่งใหม่ขึ้นมา ความหมายของนวัตกรรมในเชิงเศรษฐศาสตร์คือ การนำแนวความคิดใหม่หรือการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่แล้วมาใช้ในรูปแบบใหม่ เพื่อทำให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือก็คือ การทำในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น โดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ (Change) ที่เกิดขึ้นรอบตัวเราให้กลายมาเป็นโอกาส (Opportunity) และถ่ายทอดไปสู่แนวความคิดใหม่ที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม แนวความคิดนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยจะเห็นได้จากแนวคิดของนักเศรษฐอุตสาหกรรม เช่น ผลงานของJoseph Schumpeter ใน The Theory of Economic Development,1934 โดยจะเน้นไปที่การสร้างสรรค์ การวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันจะนำไปสู่การได้มาซึ่ง นวัตกรรมทางเทคโนโลยี (Technological Innovation) เพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เป็นหลัก นวัตกรรมยังหมายถึงความสามารถในการเรียนรู้และนำไปปฎิบัติให้เกิดผลได้จริงอีกด้วย (พันธุ์อาจ ชัยรัตน์, Xaap.com)         
           คำว่า นวัตกรรม เป็นคำที่ค่อนข้างจะใหม่ในวงการศึกษาของไทย คำนี้ เป็นศัพท์บัญญัติของคณะกรรมการพิจารณาศัพท์วิชาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มาจากภาษาอังกฤษว่า Innovation มาจากคำกริยาว่า innovate แปลว่า ทำใหม่ เปลี่ยนแปลงให้เกิดสิ่งใหม่ ในภาษาไทยเดิมใช้คำว่า นวกรรม ต่อมาพบว่าคำนี้มีความหมายคลาดเคลื่อน จึงเปลี่ยนมาใช้คำว่า นวัตกรรม (อ่านว่า นะ วัด ตะ กำ) หมายถึงการนำสิ่งใหม่ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมจากวิธีการที่ทำอยู่เดิม เพื่อให้ใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น ดังนั้นไม่ว่าวงการหรือกิจการใด ๆ ก็ตาม เมื่อมีการนำเอาความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อปรับปรุงงานให้ดีขึ้นกว่าเดิมก็เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรม ของวงการนั้น ๆ เช่นในวงการศึกษานำเอามาใช้ ก็เรียกว่า นวัตกรรมการศึกษา” (Educational Innovation) สำหรับผู้ที่กระทำ หรือนำความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ มาใช้นี้ เรียกว่าเป็น นวัตกร” (Innovator)    (boonpan edt01.htm)          
          ทอมัส ฮิวช (Thomas Hughes) ได้ให้ความหมายของ นวัตกรรม ว่า เป็นการนำวิธีการใหม่ ๆ มาปฏิบัติหลังจากได้ผ่านการทดลองหรือได้รับการพัฒนามาเป็นขั้น ๆ แล้ว เริ่มตั้งแต่การคิดค้น (Invention) การพัฒนา (Development) ซึ่งอาจจะเป็นไปในรูปของ โครงการทดลองปฏิบัติก่อน (Pilot Project) แล้วจึงนำไปปฏิบัติจริง ซึ่งมีความแตกต่างไปจากการปฏิบัติเดิมที่เคยปฏิบัติมา(boonpan edt01.htm)          
          มอร์ตัน (Morton,J.A.) ให้ความหมาย นวัตกรรม ว่าเป็นการทำให้ใหม่ขึ้นอีกครั้ง(Renewal) ซึ่งหมายถึง การปรับปรุงสิ่งเก่าและพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ตลอดจนหน่วยงาน หรือองค์การนั้น ๆ นวัตกรรม ไม่ใช่การขจัดหรือล้มล้างสิ่งเก่าให้หมดไป แต่เป็นการ ปรับปรุงเสริมแต่งและพัฒนา (boonpan edt01.htm)         
           ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2521 : 14) ได้ให้ความหมาย นวัตกรรม ไว้ว่าหมายถึง วิธีการปฎิบัติใหม่ๆ ที่แปลกไปจากเดิมโดยอาจจะได้มาจากการคิดค้นพบวิธีการใหม่ๆ ขึ้นมาหรือมีการปรับปรุงของเก่าให้เหมาะสมและสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้รับการทดลอง พัฒนาจนเป็นที่เชื่อถือได้แล้วว่าได้ผลดีในทางปฎิบัติ ทำให้ระบบก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น         
           จรูญ วงศ์สายัณห์ (2520 : 37) ได้กล่าวถึงความหมายของ นวัตกรรม ไว้ว่า แม้ในภาษาอังกฤษเอง ความหมายก็ต่างกันเป็น 2 ระดับ โดยทั่วไป นวัตกรรม หมายถึง ความพยายามใด ๆ จะเป็นผลสำเร็จหรือไม่ มากน้อยเพียงใดก็ตามที่เป็นไปเพื่อจะนำสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ทำอยู่เดิมแล้ว กับอีกระดับหนึ่งซึ่งวงการวิทยาศาสตร์แห่งพฤติกรรม ได้พยายามศึกษาถึงที่มา ลักษณะ กรรมวิธี และผลกระทบที่มีอยู่ต่อกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง คำว่า นวัตกรรม มักจะหมายถึง สิ่งที่ได้นำความเปลี่ยนแปลงใหม่เข้ามาใช้ได้ผลสำเร็จและแผ่กว้างออกไป จนกลายเป็นการปฏิบัติอย่างธรรมดาสามัญ (บุญเกื้อ ควรหาเวช , 2543)
          นวัตกรรม แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ
         
 ระยะที่ 1 มีการประดิษฐ์คิดค้น (Innovation) หรือเป็นการปรุงแต่งของเก่าให้เหมาะสมกับกาลสมัย 
          
 ระยะที่ 2 พัฒนาการ (Development) มีการทดลองในแหล่งทดลองจัดทำอยู่ในลักษณะของโครงการทดลองปฏิบัติก่อน(Pilot Project)
    
       ระยะที่ 3 การนำเอาไปปฏิบัติในสถานการณ์ทั่วไป ซึ่งจัดว่าเป็นนวัตกรรมขั้นสมบูรณ์
                "นวัตกรรมการศึกษา (Educational Innovation )" หมายถึง นวัตกรรมที่จะช่วยให้การศึกษา และการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิผลสูงกว่าเดิม เกิดแรงจูงใจในการเรียนด้วยนวัตกรรมการศึกษา และประหยัดเวลาในการเรียนได้อีกด้วย ในปัจจุบันมีการใช้นวัตกรรมการศึกษามากมายหลายอย่าง ซึ่งมีทั้งนวัตกรรมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว และประเภทที่กำลังเผยแพร่ เช่น การเรียนการสอนที่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Aids Instruction) การใช้แผ่นวิดีทัศน์เชิงโต้ตอบ (Interactive Video) สื่อหลายมิติ ( Hypermedia ) และอินเทอร์เน็ต [Internet] เหล่านี้ เป็นต้น (วารสารออนไลน์ บรรณปัญญา.htm)          
          นวัตกรรมทางการศึกษา (Educational Innovation) หมายถึง การนำเอาสิ่งใหม่ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของความคิดหรือการกระทำ รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ก็ตามเข้ามาใช้ในระบบการศึกษา เพื่อมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ระบบการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเกิดแรงจูงใจในการเรียน และช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียน เช่น การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การใช้วีดิทัศน์เชิงโต้ตอบ(Interactive Video) สื่อหลายมิติ (Hypermedia) และอินเตอร์เน็ต เหล่านี้เป็นต้น
อ้างอิง :  
นวัตกรรมการศึกษาและเทคโนโลยีทางการศึกษา.  [ออนไลน์].  2549,  เข้าถึงได้จาก: http://gotoknow.org          /blog/patchy/34915.  [30 มีนาคม  2554]   

~Making Knowledge Management System an Effective Tool for Learning and Training~

~ page 127-129 ~


                  นี่เป็นหลักฐานจากพัฒนาการของทฤษฎีทางการศึกษา ซึ่งมีลำดับขั้นการพัฒนาเริ่มต้นจากพฤติกรรมนิยมไปยังปัญญานิยม  และไปสู่โครงสร้างนิยมในปัจจุบัน  ที่นำเสนอดังต่อไป    
                   พฤติกรรมนิยมเชื่อว่าโลกนี้ถูกออกแบบให้มีให้ความสมบูรณ์แบบและถูกต้อง ในสิทธิความสัมพันธ์ (Ertmer & Newby,1993) ดังนั้นเป้าหมายของการที่จะเข้าใจคือรู้ถึงแก่นแท้  คุณสมบัติ และความสัมพันธ์  ซึ่งสิ่งที่มีอยู่จะผ่านกระบวนการวางแผนไปยังผู้เรียน  การเรียนรู้จึงเป็นขั้นตอนกระบวนการ เช่นเดียวกับชุดเหตุการณ์การกระตุ้นและตอบสนอง   อย่างเช่น  คำถามและผลตอบกลับจากผู้เรียน  ซึ่งการที่บัญญัติหรือเพิ่มเติมประเด็นการเชื่อมโยงความคิดในจิตใจของผู้เรียน(Atkins, 1993)  ด้วยเหตุนี้ผู้เรียนจึงสามารถสร้างแรงบันดาลใจกลายเป็นแรงกระตุ้นให้ค้นหาสิ่งกระตุ้นและทำให้การตอบสนองนำไปสู่ผลที่ตามมาในทางบวก(Hannafin & Rieber, 1989)  วิธีการสอนโดยการบรรยายเป็นสิ่งที่ควบคู่ไปกับวิชาชีพทางด้านครู  สมมุติฐานเกี่ยวกับทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม  ซึ่งอาจารย์คือแหล่งกำเนิดของวัตถุประสงค์ความรู้ที่สัมพันธ์กัน ค่อนข้างจะมากกว่าการสร้าง  ระหว่างในชั้นเรียน  และอาจารย์ควรจะควบคุม  เนื้อหาสาระ และอัตราความก้าวหน้าของการเรียนรู้(Leidner & Jarvenpaa,1995)
                      พฤติกรรมนิยมเข้าถึงการมีข้อกำจัดที่แน่นอน อย่างแรก  ความพยายามไม่ส่งผลต่อโครงสร้างการตัดสินใจของผู้เรียน  การประเมินด้วยกระบวนการทางจิตใจไม่จำเป็นสำหรับผู้เรียน(Winn,1990) เหมือนกันกับผู้เรียนจะแสดงลักษณะนิสัย ดังที่ในขณะนี้ที่มีปฏิกิริยาตอบโต้ต่อเงื่อนไขในการเรียนรู้สิ่งแวดล้อม(Ertmer & Newby,1993)   นอกจากนี้มันเป็นสิ่งที่ยากในการที่จะให้คำจำกัดความในคำว่า พฤติกรรม  เริ่มโดยเข้าสู่พฤติกรรมและ นำไปสู่กระบวนการพฤติกรรมการเรียนรู้ที่น่าพอใจในส่วนสุดท้าย(Case & Bereiter,1984)  ดังนั้นผลลัพธ์ของการสอนถือว่าเป็นส่วนประกอบแต่ไม่ทั้งหมด ความรู้   ทักษะ และผลลัพธ์จากการเรียนรู้จะไม่สมบูรณ์แบบ  สำคัญมากไปกว่านั้น   บ่อยครั้งที่ผู้เรียนมีความยุ่งยาก  ยากลำบากในเรื่องทั่วๆไป   แต่พวกเขาได้เรียนรู้จากเพียงแค่ 1 สถานการณ์ไปยังอีกหลายๆสถาการณ์    แต่ยังคงไม่มีคุณภาพในเรื่องการแบ่งแยกเหตุผล,  การอธิบายถึงปัญหา,  การแก้ไขปัญหา(Hannafin & Rieber, 1989)   เนื่องจากข้อบกพร่องเหล่านี้  มันเป็นสิ่งที่ตกลงยอมรับโดยทั่วไป  หลักการของพฤติกรรมไม่สามารถอธิบายได้เพียงพอ  การได้มาในทักษะที่สูงขึ้นหรือ ต้องการกระบวนการ  และประสิทธิภาพของระดับการเรียนรู้ที่ต่ำ ดังเช่น  เรียกคืนวิธีการเก่าหรือ แนวคิดพื้นฐาน จากสิ่งที่ได้มาจากเดิม (Hannafin & Rieber, 1989) 
                        ในส่วนของข้อบกพร่องทฤษฎีพฤติกรรมนิยม  การค้นคว้าทางการเรียน  มีการเปลี่ยนจากจิตวิทยาทางด้านพฤติกรรม ไปเป็นจิตวิทยาการรับรู้ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1980 คำอธิบายกระบวนการเรียนรู้  โดยเปรียบเทียบให้เห็นความต่างกัน  องค์ประกอบของพฤติกรรมนิยมถูกพัฒนาอย่างน้อย  และกำลังเข้ามาเป็นส่วนสำคัญ(Glaser & Bassok,1989)  ปัญญานิยมสนับสนุนการเรียนรู้ในเนื้อหาของการทำงานบนปัญญาที่เฉพาะ  และผู้เรียนยังต้องการในขั้นต้นมีความแน่นอนในการอธิบายจำนวนความรู้ของขอบเขตโดยเฉพาะก่อนดำเนินการเพื่อที่จะแก้ไขปัญหา
                มากไปกว่านั้น  ทุกคำแนะนำจะชี้แจงและแสดงปัญหาที่เหมาะสม  โครงสร้างการแก้ไข  และวิธีการหรือวางเงื่อนไง  อย่างไรก็ตาม  ปัญญานิยมสามารถเข้าถึงเหมือนกับมีทัศนคติที่แตกต่าง  ซึ่งเกี่ยวกับการสั่งสอนในการควบคุมผู้เรียน  ปฏิกิริยาตอบโต้  แนวทางความรู้ที่เปลี่ยนแปลง และการแบ่งปันความรู้หรือการเรียนรู้จากตัวเอง  สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาแท้จริงแล้วเป้าหมายของการเรียนการสอนคือการติดต่อสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ หรือ การถ่ายทอดความรู้ไปยังผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด  และการกระทำที่มีประสิทธิภาพทำให้เข้าใจได้ง่ายและทำให้การเรียนการสอนเป็นมาตรฐาน (Bednar,Cunnunggham,Duff&Perry,1991) 
                เมื่อไม่นานมานี้ทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม(Constructivism) เป็นทฤษฎีที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก   ทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยมสามารถพิจารณาและขยายความของลักษณะปัญญานิยมโดยมีความแตกต่างทางการค้นพบและจากการเรียนรู้ประสบการณ์(Rieber,1992)  ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนพบกับองค์ความรู้ที่ยุ่งยาก ซับซ้อน(Ertmer & Newby,1993)   ทฤษฎีนี้ชวนให้เข้าถึงการเรียนรู้  ผู้เรียนมีการเรียนที่ดีเพราะเมื่อพวกเขาได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆหรือ  สามารถชักจูงตัวเองให้เกิดการค้นคว้าสิ่งใหม่ๆ(Brush,Armstrong,Barbrow& Ulintz,1999)    ทฤษฎีกล่าวอ้างว่าทุกวันนี้การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกๆสถานที่(Jonassen & Rhrermurphy,1999)    โดยส่วนใหญ่ทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยมจะมองไปยังปัญหาที่เกิดขึ้นในการเรียนมันจะสะท้อนให้เห็นปัญหาของโลก  ดังนั้นผู้เรียนจะอธิบายลักษณะของโลกโดยอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์แต่ละบุคคล และปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม (Ertmer & Newby,1993)   ในความเป็นจริงการเรียนรู้ส่วนมากจะเข้าถึงการรับรู้ภูมิปัญญาฝึกหัด (เช่นแบบการอ้างอิงจากการทดลอง) การสอนแบบแสดงบทบาทสมมติ(อ้างอิงการใช้สื่อ)   การเรียนรู้ที่เกิดจากการมองปัญหาที่เกิดจากการศึกษา และ กรณีศึกษา 
                 พัฒนาการทฤษฎีการเรียนรู้  การเรียนรู้จะมุ่งเน้นตรงที่การเปลี่ยนจากการเรียนการสอนทางตรงโดยยึดถือวัตถุไปเป็นการเปิด  และผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของกระบวนการทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม  ซึ่งต้องการระเบียบ เหตุผลสูง และการสร้างความรู้ซึ่งเป้าประสงค์หลักของทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยมคือ เพื่อให้เกิดการมีสภาวะแวดล้อมร่วมกันของตัวผู้เรียน ซึ่งการมีสภาวะแวดล้อมร่วมกันจะช่วยส่งเสริมการค้นคว้าด้วยตนเองของผู้เรียนและทำให้ผู้เรียนเองเข้าใจปัญหา, โอกาสและองค์ความรู้ที่พวกเขาอาจต้องประสบพบเจอ(CTGV,1993a) มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นการกระทำอย่างมีความหมายและเกิดการแก้ไขปัญหาโดยยึดจากหลักการทาง knowledge management อย่างเป็นระบบ ผู้เรียนจะสามารถค้นคว้า, ค้นพบ, ซักถาม, และเรียนรู้ตามหลักของ km ซึ่งเป็นการวางโครงสร้างการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ มีพื้นฐานมาจากหลักการทางการศึกษา 6 หลักการ ซึ่งถูกพบว่าเป็นประโยชน์ต่อการระบบ km กล่าวคือ 
                1. สื่อการเรียนการสอน (Media of Presentation) การใช้สื่อการเรียนการสอนที่หลากหลายควรถูกนำมาใช้ในการสร้างระบบ km
                2. การจัดการกับปัญหาที่หลากหลาย (Multiple Perspectives) ซึ่งเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่อาจมีความคล้ายคลึงกัน หรือที่แตกต่างกัน รวมถึงปัญหาที่อาจจะมีทางแก้ไขได้หลายทาง จะถูกรวมกันให้กลายเป็นเพียงปัญหาเดียว
                3. การควบคุมผู้เรียน (Users control) จะเกี่ยวกับระดับการควบคุมที่ผู้เรียนได้รับในการค้นคว้าและค้นหา ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการแนะนำและแนะแนวซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ปรากฏอยู่ในทฤษฎี km
                4. การสนับสนุนออนไลน์ (Online support) เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมที่มีอยู่อย่างหลากหลาย
                5. การแนะแนวทางและการให้ความช่วยเหลือ (Navigation aids) เกี่ยวข้องกับแผนการจัดการทรัพยากรที่ปรากฏอยู่ในระบบ km และแผนโครงสร้างลำดับขั้นขององค์ความรู้และประสบการณ์ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการกับองค์ความรู้ที่คลุมเครือ ไม่ชัดเจน
                ในความเป็นจริงประเด็นตรงส่วนนี้ยังไม่สมบูรณ์ แต่หยิบยกมาเฉพาะหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับระบบ km เท่านั้น ประเด็นส่วนใหญ่จะผ่านการตรวจสอบ และการแก้ไขให้สมบูรณ์

~Tacit Knowledge VS Explicit Knowledge~

Tacit Knowledge VS Explicit Knowledge

ความรู้โดยนัยหรือความรู้ที่ไม่เป็นทางการ (Tacit Knowledge)

                ความรู้แบบฝังลึก (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ไม่สามารถอธิบายโดยใช้คำพูดได้ มีรากฐานมาจากการกระทำและประสบการณ์ มีลักษณะเป็นความเชื่อ ทักษะ และเป็นอัตวิสัย (Subjective) ต้องการการฝึกฝนเพื่อให้เกิดความชำนาญ มีลักษณะเป็นเรื่องส่วนบุคคล มีบริบทเฉพาะ (Context-specific) ทำให้เป็นทางการและสื่อสารยาก เช่น วิจารณญาณ ความลับทางการค้า วัฒนธรรมองค์กร ทักษะ ความเชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆ การเรียนรู้ขององค์กร ความสามารถในการชิมรสไวน์ 
หรือกระทั่งทักษะในการสังเกตเปลวควันจากปล่องโรงงานว่ามีปัญหาในกระบวนการผลิตหรือไม่


ความรู้ที่ชัดแจ้งหรือความรู้ที่เป็นทางการ (Explicit Knowledge)

                 ความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่รวบรวมได้ง่าย จัดระบบและถ่ายโอนโดยใช้วิธีการดิจิทัล มีลักษณะเป็นวัตถุดิบ (Objective) เป็นทฤษฏี สามารถแปลงเป็นรหัสในการถ่ายทอดโดยวิธีการที่เป็นทางการ ไม่จำเป็นต้องอาศัยการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเพื่อถ่ายทอดความรู้ เช่น นโยบายขององค์กร กระบวนการทำงาน ซอฟต์แวร์ เอกสาร และกลยุทธ์ เป้าหมายและความสามารถขององค์กร

ตารางเปรียบเทียบ
Tacit Knowledge
Explicit Knowledge
เนนไปที่การจัดเวทีเพื่อใหมีการแบงปนความรูที่อยูในตัวผูปฏิบัติทําใหเกิดการเรียนรูรวมกัน อันนําไปสูการสรางความรูใหม
เนนไปที่การเขาถึงแหลงความรูตรวจสอบ และตีความได้
การถ่ายทอดความรู้  ความคิด ผ่านการสังเกต การสนทนา การฝึกอบรม
แสดงออกมาโดยใช้ระบบสัญลักษณสิ่งพิมพ์ธุรกิจ เอกสารขององค์กรธุรกิจ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เว็บไซต์ และอินทราเน็ต
ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ 
ความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล 



เมื่อพิจารณาสัดส่วนความรู้ทั้ง 2 ประเภทแล้ว จะพบว่าอัตราส่วนของความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน ( Tacit Knowledge ) จะมากกว่าความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge ) ถึง 80 ต่อ 20 เปรียบเสมือนกับภูเขาน้ำแข็งที่เปรียบความรู้ที่ชัดแจ้งเป็นน้ำแข็งส่วนที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาเพียง 20% ส่วนอีก 80% ที่จมน้ำอยู่ซึ่งมองไม่เห็นนั้น จะเป็นความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน



ความรู้ 2 ประเภท ทั้งความรู้ที่เป็น Tacit Knowledge กับ Explicit Knowledge สามารถถ่ายเทหากันได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่จะทำให้เกิดความรู้ใหม่ ๆ โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า วงจรความรู้ (Knowledge Spiral ) หรือ SECI Model

อ้างอิง :
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นการจัดการความรู้ ( Knowledge Management: KM ) กับการบริหาร  
        ราชการสมัยใหม่.  [ออนไลน์][ม.ป.ป.].  เข้าถึงได้จาก: http://www.thailocaladmin.go.th/work/km/   
        home/kmstory/kmstory2.htm.  [30 มีนาคม 2554]
ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์. (2548). การจัดการความรู้. ใน วารสารพัฒนบริหารศาสตร์, 45(2), 1-24.