วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

~ขั้นตอน/วิธีการค้นหาข้อมูล~

          ความรู้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาหากเราเพียงแค่มอง หรือสังเกต สิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา  เราความรู้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาหากเราเพียงแค่มอง หรือสังเกต สิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา  เราจะรู้ว่าความรู้นั้นมีมากมาย  และสิ่งที่ทุกคนต้องมีด้วยคือการแสวงหาความรู้  โดยการแสวงหาความรู้นั้นก็มีอยู่หลายรูปแบบด้วยกัน  ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอ  และเมื่อเราอยู่ในองค์กรธุรกิจ  การที่พนักงานทุกคนมีการแสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลาถือเป็นผลดีต่อการดำเนินงานขององค์กร  และสิ่งที่องค์กรควรปฏิบัติคือให้พนักงานทราบถึงช่องทางหรือวิธีการสำหรับการค้นหาความรู้ต่าง ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการ เช่น มีสมุดจัดเก็บรายชื่อและทักษะของผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะ และรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ เช่น เครือข่ายการทางานลาดับชั้น การประชุม การฝึกอบรม เป็นต้น  อีกทั้งความรู้ที่สามารถได้รับนั้นอาจมาจากการสืบค้นจากแหล่งต่างๆเช่น แหล่งข้อมูลในพื้นที่ สถานที่จริง   แหล่งข้อมูลจากสื่อสิ่งพิมพ์  แหล่งข้อมูลจากโสตทัศนวัสดุ   แหล่งข้อมูลจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์  แหล่งข้อมูลจากสารสนเทศระบบเครือข่าย   โดยในที่นี้จะกล่าวถึง  “การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ต           
            1. กําหนดวัตถุประสงค์การสืบค้น
          ผู้สืบค้นหรือผู้วิจัยที่จะนําข้อมูลสารสนเทศไปใช้ ควรตั้งวัตถุประสงค์การสืบค้นที่ชัดเจน ทําให้สามารถกําหนดขอบเขตของแหล่งข้อมูลสารสนเทศที่จะสืบค้นให้แคบลง กําหนดประเภทของเครื่องมือหรือโปรแกรมสําหรับการสืบค้นทางอินเทอร์เน็ต ที่เรียกว่า Search Engine ให้เหมาะสม กําหนดช่วงเวลาที่ข้อมูลสารสนเทศถูกสร้างขึ้น เช่น ช่วงปีที่ตีพิมพ์ของวารสารอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้เพื่อให้ผลการสืบค้นมีปริมาณไม่มากเกินไป มีความตรง (Validity) ตามวัตถุประสงค์ และมีความน่าเชื่อถือ (Reliability) มากที่สุดอีกทั้งยังสามารถสืบค้นได้ผลในเวลาอันรวดเร็ว
            2. ประเภทของข้อมูลสารสนเทศที่สามารถสืบค้นได้
          ข้อมูลสารสนเทศที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตมีมากมายหลายประเภท มีลักษณะเป็นมัลติมีเดีย คือมีทั้งที่เป็นข้อความ(Text) ภาพวาด (Painting) ภาพเขียนหรือภาพลายเส้น (Drawing) ภาพไดอะแกรม(Diagram) ภาพถ่าย (Photograph) เสียง(Sound) เสียงสังเคราะห์ เช่น เสียงดนตรี (Midi) ภาพยนตร์(Movie) ภาพเคลื่อนไหวอะนิเมชัน (Animation) จากเทคโนโลยีการสืบค้นที่มีอยู่ในปัจจุบัน การสืบค้นที่เร็วที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด และแพร่หลายที่สุด คือ การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศประเภทข้อความ สําหรับการสืบค้นข้อมูลที่เป็นภาพ (Pattern Recognition) และเสียง ยังมีข้อจํากัดอยู่มาก ใช้เวลานาน และยังไม่มีประสิทธิภาพ จึงยังไม่มีการสืบค้นข้อมูลประเภทอื่นๆ นอกจากประเภทข้อความในการให้บริการการสืบค้นบนอินเทอร์เน็ต
            3. การสืบค้นต้องอาศัยอุปกรณ์และความรู้
          ก่อนที่ผู้สืบค้นจะสามารถสืบค้นข้อมูลสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ตได้ ต้องมีการจัดเตรียมอุปกรณ์
            4. บริการบนอินเทอร์เน็ต
          บริการบนอินเทอร์เน็ตที่สามารถใช้ช่วยในการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศมีมากมายหลายบริการเช่น บริการเครือข่ายใยแมงมุมโลก หรือ Word-Wide-Web(WWW) บริการค้นหาข้อมูล Gopher บริการการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อการวิจัย เป็นต้นโดยทั่วไปในปัจจุบัน การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ต นิยมใช้โปรแกรม WebmmBrowsers เช่น Internet Explorer หรือ Netscape แล้วเรียกใช้บริการ www ประกอบกับการใช้ SearchEngine ซึ่งมีอยู่มากมายบนอินเทอร์เน็ตในการสืบค้น
            5. เครื่องมือหรือโปรแกรมสําหรับการสืบค้น
          เครื่องมือหรือโปรแกรมสําหรับการสืบค้น (Search Engine) มีอยู่มากมายและมีให้บริการอยู่ตามเว็บไซต์ต่างๆ ที่ใช้บริการการสืบค้นข้อมูลโดยเฉพาะ การเลือกใช้นั้นขึ้นกับประเภทของข้อมูลสารสนเทศที่ต้องการสืบค้น Search Engine ต่างๆ จะให้ข้อมูลที่มีความลึกในแง่มุมหรือศาสตร์ต่างๆ ไม่เท่ากัน


อ้างอิง :  
พรธิดา วิเชียรปัญญา.  การจัดการความรู้พื้นฐานและการประยุกต์. กรุงเทพฯ: เอ็กซเปอร์เน็ท, 2547
     บดินทร์ วิจารณ์.  การจัดการความรู้สู่ปัญญาปฏิบัติ.  พิมพ์ครั้งที่1.  กรุงเทพฯ:  เอ็กเปอร์เน้น,2547
Montane,Bonnie.  Innovation Of Knowledge Management.  United States: Integrated Book                Technology  United State Of America, 2005
http://books.google.co.th/books?id=f3CvHIHC77oC&printsec=frontcover#v =onepage&q&f=false 

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

~KM Model~

SECI Model
เป็นการสร้างองค์ความรู้ ด้วยการขยายผลจากชนิดของความรู้คือ ความรู้ที่มีอยู่ในสมองคน (Tacit Knowledge) กับความรู้ที่สามารถหาได้จากสื่อภายนอก (Explicit Knowledge) โมเดลดังกล่าวมีชื่อว่า “SECI- Knowledge Conversion Process” ซึ่งมีกระบวนการดังนี้
seci-model

1.Socialization
เป็นการถ่ายโอนความรู้โดยตรงระหว่างกลุ่มคนหรือบุคคล โดยไม่ผ่านการเขียน เรียกว่า “ การเสวนาธรรม” กลุ่มคนที่มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง กลุ่มคนที่มาเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้กันนี้มักจะมีพื้นฐานความรู้ที่สอดคล้องกัน หรือเคยมีประวัติอดีตที่คล้ายคลึงกัน จะมีคลื่นความถี่ที่ใกล้เคียงกันสามารถสื่อสารและทำความเข้าใจกันได้โดยง่าย
                     TK    TK     ถ่ายทอดจากคนสู่คน

2. Externalization เป็นการถ่ายโอนความรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถในการสอนผ่านสื่อต่างๆ จากประสบการณ์ในสมองของเขาออกมาสู่ภายนอกแก่ผู้อื่น
                     TK    EK

3. Combination การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง และมีการศึกษาเรียนรู้จากความรู้ภายนอก ซึ่งแนวคิดจะมีความหลากหลายมากต้องสร้างความเข้าใจแลเชื่อมโยงความรู้อันหลากหลายให้ได้ และถ่ายทอดความรู้ใหม่ๆให้กับองค์กรของตน
                      EK   EK              
  
4.  Internalization การนำความรู้ใหม่มาลงมือปฏิบัติจริง ผู้ปฏิบัติจะเกิดการเรียนรู้ให้เกิดเป็นความรู้ประสบการณ์และปัญญา เป็นประสบการณ์อยู่ในสมองในเชิง Tacit Knowledge ต่อไป
                     EK     TK

นำความรู้จาก Explicit มาปฏิบัติ

คิดค้นโดย Ikujiro Nonaka และ Takeuc

อ้างอิง : http://www.pattani3.go.th/kmc/KMmodel.htm

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

~สิ่งที่ได้รับจากการนำเสนอ~

กลุ่มที่1 : บทบาทของการจัดการความรู้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรม
            ได้รับทราบเกี่ยวกับความหมายของคำว่านวัตกรรม คือ  การรวมตัวกันของความรู้ทั่วไปเพื่อให้เกิดเป็นความรู้ใหม่    เพราะในปัจจุบันนวัตกรรมเข้ามามีบทบาทมาในชีวิตประจำวัน  ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือองค์กรต่างๆ  และสิ่งที่สร้างช่วยให้เกิดการสร้างนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ การจัดการความรู้ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างนวัตกรรมเป็นอย่างยิ่ง โครงสร้างวิธีการในการจัดการความรู้คือ การจัดการสร้างความรู้ การใช้งานร่วมกันและใช้ประโยชน์จากการเรียนรู้ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถให้กับองค์กร ประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น การจัดการความรู้จะเกิดขึ้นใน 3 ระดับคือ ระดับบุคคล ระดับทีม และระดับองค์กร โดยสามารถแก้ปัญหาได้แบบองค์รวมผสมผสานความหลากหลายมุมมองคือ มุมมองทางกระบวนการ มุมมองทางวัฒนธรรม และมุมมองทางเทคโนโลยี โดยทั้งหมดจะมีสัดส่วนที่เท่ากัน
กลุ่มที่ 2 : จัดการความรู้และนวัตกรรม 
          ได้ทราบเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการความรู้และนวัตกรรมเพื่อสร้างรูปแบบการทำงานที่จะช่วยองค์กรในการสร้างคุณภาพนวัตกรรมและการจัดการความรู้ในธุรกิจของตน   การจัดการความรู้ถูกนำมาเป็นกิจกรรมที่ผ่านมาที่มีการ Harnessed เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในกระบวนการนวัตกรรม 
กลุ่มที่ 3 : การสร้างระบบการจัดการความรู้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเรียนรู้และการฝึกอบรม

          ระบบการจัดการความรู้นั้นเป็นสิ่งที่กำลังเข้ามามีความสำคัญมากต่อบุคคลทุกคน ทุกอาชีพ  สำหรับเราที่เป็นผู้เรียนนั้น  มันเป็นเหมือนตัวช่วยทำให้การเรียนการสอน  ตัวผู้เรียนเองเกิดประสิทธิภาพอย่างสูงที่สุด  และการสร้างระบบการจัดการความรู้ เป็นส่วนสำคัญในการยกระดับประสิทธิผลสำหรับการเรียนและการฝึกอบรมโดยใช้ระบบเหล่านี้มาเป็นตัวช่วย

            การจัดทำระบบการจัดการความรู้ให้ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพนั้น เราควรที่จะสนับสนุนให้ผู้ใช้คิดอย่างมีเหตุผล และเรียนรู้วิธีที่ง่ายต่อการสนับสนุนการตัดสินใจ  การแก้ไขปัญหาและการส่งต่อความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำเอาระบบการจัดการความรู้มาใช้ในการฝึกอบรมตัวบุคคลและระบบพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ  เราควรที่จะออกแบบ เอาใจใส่เพื่อเป็นหลักการเรียนรู้ที่ทันสมัย เพื่อให้เกิดประสิทธิผลที่ดีที่สุด
กลุ่มที่ 4 : การสร้างคุณค่าผ่านรายได้ของลูกค้า
            รูปแบบที่จะช่วยให้เงินทุนของลูกค้านั้นที่จะรวมอยู่ในทุนมนุษย์ของ บริษัท ในการออกไปฝึกที่ไม่ได้ตอนนี้  รูปแบบการแสดงขั้นตอนสำคัญที่จำเป็นสำหรับการประปาในอ่างเก็บน้ำ ความรู้ของ บริษัท ลูกค้าและการนี้จะเพิ่มศักยภาพสำหรับรายได้มากขึ้น  บริษัท ที่ได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าด้านไอทีฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สามารถให้ บริการลูกค้าประจำสนใจกับโอกาสในการเข้าวงในของ บริษัท ที่มีความรู้และเสนอความคิดสร้างสรรค์ทำให้เกิดคำถามและคำตอบของแบบสอบถาม ให้กับลูกค้าอื่น ๆ ของบทนี้จะเรียกว่าลูกค้ารายได้จากการได้มา  สถาปัตยกรรมที่สำคัญ บริษัท จำเป็นต่อการดำเนินการ CDRจะมีการอธิบายและกรณีศึกษาการใช้วิธีการที่คล้ายกันจะถูกนำเสนอในการยืมการ สนับสนุนสำหรับวิธีการใหม่นี้เพื่อทุนของลูกค้าที่จะนำมาใช้ในระดับที่กว้าง ขึ้นเพื่อดึงค่ามากขึ้นสำหรับ บริษัท

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2554

~KM Tools~

เครื่องมือการจัดการความรู้ (KM Tools)
1. ชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice-CoP) เป็นเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการ เกิดจากความใกล้ชิด ความพึงพอใจ ความสนใจและพื้นฐานที่ใกล้เคียงกัน ลักษณะที่ไม่เป็นทางการจะเอื้อต่อการเรียนรู้และการสร้างความรู้ใหม่ๆ มากว่าโครงสร้างทีเป็นทางการ
2. การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Mentoring Programs) เป็นวิธีการพัฒนาความสามารถพนักงาน ซึ่งส่วนมากจะมุ่งเน้นที่พนักงานใหม่ที่จำเป็นต้องมีการสอนงานอย่างรวดเร็ว เพื่อสามารถปฏิบัติงานได้ในเวลาอันสั้น โดยการมอบหมายให้พี่เลี้ยงเป็นผู้แนะนำและสอนวิธีการทำงานให้
3. การทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Review-AAR) คือ การอภิปรายเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงเกิด จะรักษาจุดแข็งและปรับปรุงจุดอ่อนอย่างไร ส่งผลให้ทีมและสมาชิกได้เรียนรู้จากทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว
4. การเสวนา (Dialogue) การทำ Dialogue เป็นการปรับฐานความคิด โดยการฟังจากผู้อื่นและความหลากหลายทางความคิดที่เกิดขึ้น ทำให้สมาชิกเห็นภาพที่ใกล้เคียงกัน หลังจากนั้น เราจึงจัดประชุมหรืออภิปรายเพื่อแก้ปัญหาหรือหาข้อยุติต่อไปได้โดยง่าย และผลหรือข้อยุติที่เกิดขึ้นจะเกิดจากการที่เราเห็นภาพในองค์รวมเป็นที่ตั้ง
5. ฐานความรู้บทเรียนและความสำเร็จ (Lesson Learned and Best Practices Databases) การจัดการองค์ความรู้ในองค์กรได้มีการจัดเก็บองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ ทั้งในรูปแบบของความสำเร็จ ความล้มเหลวและข้อเสนอแนะในเรื่องที่สนใจ โครงการ หรือกลุ่มที่ปรึกษา ตัวอย่างที่กล่าวมานี้เป็นการจัดการองค์ความรู้ในองค์กรในช่วงยุคต้นๆ ของการจัดการความรู้ การที่มีศูนย์กลางความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ทำให้พนักงานทั้งองค์กรสามารถเข้ามาเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรง หากเราสามารถดำเนินการได้ดี ฐานองค์ความรู้นี้จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการจัดการองค์ความรู้ในองค์กร
6.  แหล่งผู้รู้ในองค์กร (Center of Excellence-CoE) เป็นการกำหนดแหล่งผู้รู้ในองค์กร (Center of Excellence) หรือทราบว่าจะสามารถติดต่อสอบถามผู้รู้ได้ที่ไหน อย่างไร (Expertise Locators) จึงเป็นอะไรที่มากกว่ารายชื่อผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน
7. การเล่าเรื่อง (Story Telling) เรื่องราวที่บอกเล่าทำให้ผู้ฟังเข้าไปร่วมอยู่ในความคิด มีความรู้สึกเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องที่เล่า มีความต้องการที่จะหาคำตอบเพื่อแก้ปัญหาเรื่องราวและความคิดต่างๆ ในเรื่องที่เล่านั้นกลายเป็นของผู้ฟัง ผู้ฟังมิใช่เป็นเพียงผู้สังเกตภายนอกอีกต่อไป 
8.  เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist) เป็นการประชุมซึ่งเชิญสมาชิกจากทีมอื่น มาแบ่งปันประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจให้แก่ทีมซึ่งต้องการความช่วยเหลือ ผู้ที่ถูกเชิญมาอาจจะเป็นคนที่อยู่ในองค์กรอื่นก็ได้
9.  เวที ถาม-ตอบ (Forum) เป็นอีกหนึ่งเวทีในการที่เราสามารถโดยคำถามเข้าไป เพื่อให้ผู้รู้ที่อยู่ร่วมใน Forum ช่วยกันตอบคำถามหรือส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญอื่นช่วยตอบ หากองค์กรมีการจัดตั้ง ชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice-CoP) หรือมีการกำหนด แหล่งผู้รู้ในองค์กร (Center of Excellence-CoE) แล้ว คำถามที่เกิดขึ้นสามารถส่ง/ยิงเข้าไปใน Forum ซึ่งอยู่ใน CoP หรือ CoE เพื่อหาคำตอบ ในลักษณะ “Pull Information”
10. อื่นๆ (Others)

ชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice-CoP)
เปนกลุมคนที่มารวมตัวกันอยางไมเปนทางการ มีวัตถุประสงคเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรูและสรางองคความรูใหมๆ
มาจากคนที่อยูในกลุมงานเดียวกันหรือมีความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งรวมกัน
ซึ่งความไววางใจและความเชื่อมั่นในการแลกเปลี่ยนขอมูลความรูระหวางกันจะเปนสิ่งที่สําคัญ
จะมีความแตกตางจากการจัดตั้งทีมงานเนื่องจากเปนการรวมกันอยางสมัครใจ
ควรมีการบันทึกสิ่งที่เรียนรูระหวางกัน
ใหแรงจูงใจหรือรางวัลสําหรับสมาชิกที่ใหความรวมมือและแลกเปลี่ยนเรียนรูเพื่อเปน ตัวอยางแกคนอื่นๆตอไป
รวมทั้งควรสงเสริมให CoP มีการเติบโตและขยายตัว
การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Mentoring Programs)
เปนวิธีการถายทอดความรูแบบตัวตอตัว
เปนวิธีการหนึ่งในการสอนงานและใหคําแนะนําอยางใกลชิด
นอกจากจะใหคาปรึกษาในดานการงานแลว ยังเปนที่ปรึกษาในเวลามีปญหาหรือสับสน
ที่สําคัญพี่เลี้ยงจะตองเปนตัวอยางที่ดีในเรื่องพฤติกรรมจริยธรรม และการทํางานใหสอดคลองกับความตองการขององคกร

การทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Review-AAR)
          เปนกิจกรรมที่ใชทบทวนหรือประเมินผลของกิจกรรมชุมชนนักปฏิบัติ(CoP) ในแตละครั้งวามีจุดดีจุดดอย รวมทั้งโอกาสและอุปสรรคอยางไรในการทํา CoP เพื่อเปนขอมูล ในการปรับปรุงการทํา CoPในครั้งตอไปใหดขึ้น รวมทั้งเปนการเปดโอกาสใหสมาชิกในกลุมไดเสนอแนะขอคิดเห็นตางๆเพื่อการปรับปรุงการทํา CoP ใหสอดคลองกับเปาหมายของกลุมและเปาหมายของสมาชิก
การเล่าเรื่อง (Story Telling)


ฐานความรู้บทเรียนและความสำเร็จ (Lesson Learned and Best Practices Databases) 
ฐานความรู (Knowledge Bases)
เปนการเก็บขอมูลความรูตางๆ ที่องคกรมี ไวในระบบฐานขอมูล
สามารถเขาถึงขอมูลไดตลอดเวลาผานระบบอินเทอรเน็ต อินทราเน็ต
หรือระบบอื่นๆ ไดอยางสะดวกรวดเร็วและถูกตอง
ควรคํานึงถึงความพรอมของโครงสรางพื้นฐานเพื่อสนับสนุนระบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศดวย
เวที ถาม-ตอบ (Forum)
จัดการประชุมหรือกิจกรรมอยางเปนกิจลักษณะอยางสม่ำเสมอ
เชนการสัมนา และการประชุมทางวิชาการ
อื่นๆ (Others)
  • สมุดหนาเหลือง (Yellow Pages)จะเหมือนกับสมุดโทรศัพทหนาเหลืองที่เราคุนเคยกัน

สรางความเชื่อมโยงระหวางคนที่ตองการใชขอมูลกับแหลงขอมูลที่มี
– แหลงที่มาของความรู ประเภทของความรูและผูเชี่ยวชาญในแตละดานขององคกรรวมถึงขอมูลสวนบุคคลที่สําคัญ
  • การจัดตั้งทีมขามสายงาน(Cross-Functional Team)

เปนการจัดตั้งทีมเพื่อมาทํางานรวมกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
การแลกเปลี่ยนหรือถายทอดความรู้ระหวางทีมจะทําใหเกิดการเรียนรูระหวางกันมากขึ้น
หัวหนาทีมควรมีการสรางบรรยากาศที่ดี
ควรมีการจดบันทึกหรือรวบรวมความรู้ที่เกิดขึ้นในระหวางที่มีการพบปะแลกเปลี่ยนความรูระหวางกันไวดวย
วิธีการจัดการความรู้
กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management)  เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้เกิดพัฒนาการของความรู้ หรือการจัดการความรู้ที่จะเกิดขึ้นภายในองค์กร มีทั้งหมด 7 ขั้นตอน
1. การบ่งชี้ความรู้ เป็นการพิจารณาว่าองค์กรมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ เป้าหมายคืออะไร และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เราจำเป็นต้องใช้อะไร ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้าง อยู่ในรูปแบบใด อยู่ที่ใคร
2. การสร้างและแสวงหาความรู้ เช่นการสร้างความรู้ใหม่ แสวงหาความรู้จากภายนอก รักษาความรู้เก่า กำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว
3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ เป็นการวางโครงสร้างความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้อย่างเป็นระบบในอนาคต
4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ เช่น ปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน ใช้ภาษาเดียวกัน ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์
5. การเข้าถึงความรู้ เป็นการทำให้ผู้ใช้ความรู้เข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) Web board บอร์ดประชาสัมพันธ์ เป็นต้น
6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ทำได้หลายวิธีการ โดยกรณีที่เป็นความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อาจจัดทำเป็นเอกสาร ฐานความรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกรณีที่เป็นความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) จัดทำเป็นระบบทีมข้ามสายงาน กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ระบบพี่เลี้ยง การสับเปลี่ยนงาน การยืมตัว เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น
7. การเรียนรู้ ควรทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่น เกิดระบบการเรียนรู้จากสร้างองค์ความรู้ การนำความรู้ในไปใช้ เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ และหมุนเวียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง

~สิ่งที่ได้รับจากบทความ “Making Knowledge Management System an Effective Tool for Learning and Training”~

          ปัจจุบันนี้ระบบการจัดการความรู้นั้นเป็นสิ่งที่กำลังเข้ามามีความสำคัญมากต่อบุคคลทุกคน  ทุกอาชีพ  สำหรับเราที่เป็นผู้เรียนนั้น  มันเป็นเหมือนตัวช่วยทำให้การเรียนการสอน  ตัวผู้เรียนเองเกิดประสิทธิภาพอย่างสูงที่สุด  และการสร้างระบบการจัดการความรู้ เป็นส่วนสำคัญในการยกระดับประสิทธิผลสำหรับการเรียนและการฝึกอบรมโดยใช้ระบบเหล่านี้มาเป็นตัวช่วย  และหลักการทางการศึกษาที่มีส่วนช่วยในการสร้างระบบการจัดการความรู้นั้นมีอยู่  6 ข้อหรือ 6 ปัจจัยดังนั้น

        1. Media of Representation : การใช้สื่อการเรียนการสอนที่หลากหลายควรถูกนำมาใช้ในการสร้างระบบ km 
         2.Multiple Perspectives : มีมุมมองหรือทัศนคติที่หลากหลายในเรื่องต่างๆ เช่น เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่อาจมีความคล้ายคลึงกัน หรือที่แตกต่างกัน รวมถึงปัญหาที่อาจจะมีทางแก้ไขได้หลายทาง จะถูกรวมกันให้กลายเป็นเพียงปัญหาเดียว

          3.Compexity : เนื้อหาที่ซับซ้อนในระบบของ KM ความรู้สามารถแก้ไขความซับซ้อนในระดับต่างๆและเรียบเรียงความรู้ที่แตกต่างกัน  และนำไปสู่การทำให้เข้าใจง่ายขึ้น

         4. Users control : จะเกี่ยวกับระดับการควบคุมที่ผู้เรียนได้รับในการค้นคว้า  ในระบบ KM ต้องมีการกำหนดตัวเลือกที่จะ เร่งให้เร็วขึ้นหรือช้าลง และหยุดหรือทำซ้ำ ในเหตุการณ์ต่างๆ

          5. Online support : ในระบบ KM  เทคโนโยลีสามารถใช้ในการสร้างหรือช่วยสนับสนุนผู้ใช้  และส่งเสริมในเรื่องต่างๆ

         6. Navigation aids :  เกี่ยวข้องกับแผนการจัดการทรัพยากรที่ปรากฏอยู่ในระบบ km และแผนโครงสร้างลำดับขั้นขององค์ความรู้และประสบการณ์ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการกับองค์ความรู้ที่คลุมเครือ ไม่ชัดเจ