นี่เป็นหลักฐานจากพัฒนาการของทฤษฎีทางการศึกษา ซึ่งมีลำดับขั้นการพัฒนาเริ่มต้นจากพฤติกรรมนิยมไปยังปัญญานิยม และไปสู่โครงสร้างนิยมในปัจจุบัน ที่นำเสนอดังต่อไป
พฤติกรรมนิยมเชื่อว่าโลกนี้ถูกออกแบบให้มีให้ความสมบูรณ์แบบและถูกต้อง ในสิทธิความสัมพันธ์ (Ertmer & Newby,1993) ดังนั้นเป้าหมายของการที่จะเข้าใจคือรู้ถึงแก่นแท้ คุณสมบัติ และความสัมพันธ์ ซึ่งสิ่งที่มีอยู่จะผ่านกระบวนการวางแผนไปยังผู้เรียน การเรียนรู้จึงเป็นขั้นตอนกระบวนการ เช่นเดียวกับชุดเหตุการณ์การกระตุ้นและตอบสนอง อย่างเช่น คำถามและผลตอบกลับจากผู้เรียน ซึ่งการที่บัญญัติหรือเพิ่มเติมประเด็นการเชื่อมโยงความคิดในจิตใจของผู้เรียน(Atkins, 1993) ด้วยเหตุนี้ผู้เรียนจึงสามารถสร้างแรงบันดาลใจกลายเป็นแรงกระตุ้นให้ค้นหาสิ่งกระตุ้นและทำให้การตอบสนองนำไปสู่ผลที่ตามมาในทางบวก(Hannafin & Rieber, 1989) วิธีการสอนโดยการบรรยายเป็นสิ่งที่ควบคู่ไปกับวิชาชีพทางด้านครู สมมุติฐานเกี่ยวกับทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม ซึ่งอาจารย์คือแหล่งกำเนิดของวัตถุประสงค์ความรู้ที่สัมพันธ์กัน ค่อนข้างจะมากกว่าการสร้าง ระหว่างในชั้นเรียน และอาจารย์ควรจะควบคุม เนื้อหาสาระ และอัตราความก้าวหน้าของการเรียนรู้(Leidner & Jarvenpaa,1995)
พฤติกรรมนิยมเข้าถึงการมีข้อกำจัดที่แน่นอน อย่างแรก ความพยายามไม่ส่งผลต่อโครงสร้างการตัดสินใจของผู้เรียน การประเมินด้วยกระบวนการทางจิตใจไม่จำเป็นสำหรับผู้เรียน(Winn,1990) เหมือนกันกับผู้เรียนจะแสดงลักษณะนิสัย ดังที่ในขณะนี้ที่มีปฏิกิริยาตอบโต้ต่อเงื่อนไขในการเรียนรู้สิ่งแวดล้อม(Ertmer & Newby,1993) นอกจากนี้มันเป็นสิ่งที่ยากในการที่จะให้คำจำกัดความในคำว่า พฤติกรรม เริ่มโดยเข้าสู่พฤติกรรมและ นำไปสู่กระบวนการพฤติกรรมการเรียนรู้ที่น่าพอใจในส่วนสุดท้าย(Case & Bereiter,1984) ดังนั้นผลลัพธ์ของการสอนถือว่าเป็นส่วนประกอบแต่ไม่ทั้งหมด ความรู้ ทักษะ และผลลัพธ์จากการเรียนรู้จะไม่สมบูรณ์แบบ สำคัญมากไปกว่านั้น บ่อยครั้งที่ผู้เรียนมีความยุ่งยาก ยากลำบากในเรื่องทั่วๆไป แต่พวกเขาได้เรียนรู้จากเพียงแค่ 1 สถานการณ์ไปยังอีกหลายๆสถาการณ์ แต่ยังคงไม่มีคุณภาพในเรื่องการแบ่งแยกเหตุผล, การอธิบายถึงปัญหา, การแก้ไขปัญหา(Hannafin & Rieber, 1989) เนื่องจากข้อบกพร่องเหล่านี้ มันเป็นสิ่งที่ตกลงยอมรับโดยทั่วไป หลักการของพฤติกรรมไม่สามารถอธิบายได้เพียงพอ การได้มาในทักษะที่สูงขึ้นหรือ ต้องการกระบวนการ และประสิทธิภาพของระดับการเรียนรู้ที่ต่ำ ดังเช่น เรียกคืนวิธีการเก่าหรือ แนวคิดพื้นฐาน จากสิ่งที่ได้มาจากเดิม (Hannafin & Rieber, 1989)
ในส่วนของข้อบกพร่องทฤษฎีพฤติกรรมนิยม การค้นคว้าทางการเรียน มีการเปลี่ยนจากจิตวิทยาทางด้านพฤติกรรม ไปเป็นจิตวิทยาการรับรู้ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1980 คำอธิบายกระบวนการเรียนรู้ โดยเปรียบเทียบให้เห็นความต่างกัน องค์ประกอบของพฤติกรรมนิยมถูกพัฒนาอย่างน้อย และกำลังเข้ามาเป็นส่วนสำคัญ(Glaser & Bassok,1989) ปัญญานิยมสนับสนุนการเรียนรู้ในเนื้อหาของการทำงานบนปัญญาที่เฉพาะ และผู้เรียนยังต้องการในขั้นต้นมีความแน่นอนในการอธิบายจำนวนความรู้ของขอบเขตโดยเฉพาะก่อนดำเนินการเพื่อที่จะแก้ไขปัญหา
มากไปกว่านั้น ทุกคำแนะนำจะชี้แจงและแสดงปัญหาที่เหมาะสม โครงสร้างการแก้ไข และวิธีการหรือวางเงื่อนไง อย่างไรก็ตาม ปัญญานิยมสามารถเข้าถึงเหมือนกับมีทัศนคติที่แตกต่าง ซึ่งเกี่ยวกับการสั่งสอนในการควบคุมผู้เรียน ปฏิกิริยาตอบโต้ แนวทางความรู้ที่เปลี่ยนแปลง และการแบ่งปันความรู้หรือการเรียนรู้จากตัวเอง สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาแท้จริงแล้วเป้าหมายของการเรียนการสอนคือการติดต่อสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ หรือ การถ่ายทอดความรู้ไปยังผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และการกระทำที่มีประสิทธิภาพทำให้เข้าใจได้ง่ายและทำให้การเรียนการสอนเป็นมาตรฐาน (Bednar,Cunnunggham,Duff&Perry,1991)
เมื่อไม่นานมานี้ทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม(Constructivism) เป็นทฤษฎีที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยมสามารถพิจารณาและขยายความของลักษณะปัญญานิยมโดยมีความแตกต่างทางการค้นพบและจากการเรียนรู้ประสบการณ์(Rieber,1992) ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนพบกับองค์ความรู้ที่ยุ่งยาก ซับซ้อน(Ertmer & Newby,1993) ทฤษฎีนี้ชวนให้เข้าถึงการเรียนรู้ ผู้เรียนมีการเรียนที่ดีเพราะเมื่อพวกเขาได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆหรือ สามารถชักจูงตัวเองให้เกิดการค้นคว้าสิ่งใหม่ๆ(Brush,Armstrong,Barbrow& Ulintz,1999) ทฤษฎีกล่าวอ้างว่าทุกวันนี้การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกๆสถานที่(Jonassen & Rhrermurphy,1999) โดยส่วนใหญ่ทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยมจะมองไปยังปัญหาที่เกิดขึ้นในการเรียนมันจะสะท้อนให้เห็นปัญหาของโลก ดังนั้นผู้เรียนจะอธิบายลักษณะของโลกโดยอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์แต่ละบุคคล และปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม (Ertmer & Newby,1993) ในความเป็นจริงการเรียนรู้ส่วนมากจะเข้าถึงการรับรู้ภูมิปัญญาฝึกหัด (เช่นแบบการอ้างอิงจากการทดลอง) การสอนแบบแสดงบทบาทสมมติ(อ้างอิงการใช้สื่อ) การเรียนรู้ที่เกิดจากการมองปัญหาที่เกิดจากการศึกษา และ กรณีศึกษา
พัฒนาการทฤษฎีการเรียนรู้ การเรียนรู้จะมุ่งเน้นตรงที่การเปลี่ยนจากการเรียนการสอนทางตรงโดยยึดถือวัตถุไปเป็นการเปิด และผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของกระบวนการทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม ซึ่งต้องการระเบียบ เหตุผลสูง และการสร้างความรู้ซึ่งเป้าประสงค์หลักของทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยมคือ เพื่อให้เกิดการมีสภาวะแวดล้อมร่วมกันของตัวผู้เรียน ซึ่งการมีสภาวะแวดล้อมร่วมกันจะช่วยส่งเสริมการค้นคว้าด้วยตนเองของผู้เรียนและทำให้ผู้เรียนเองเข้าใจปัญหา, โอกาส, และองค์ความรู้ที่พวกเขาอาจต้องประสบพบเจอ(CTGV,1993a) มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นการกระทำอย่างมีความหมายและเกิดการแก้ไขปัญหาโดยยึดจากหลักการทาง knowledge management อย่างเป็นระบบ ผู้เรียนจะสามารถค้นคว้า, ค้นพบ, ซักถาม, และเรียนรู้ตามหลักของ km ซึ่งเป็นการวางโครงสร้างการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ มีพื้นฐานมาจากหลักการทางการศึกษา 6 หลักการ ซึ่งถูกพบว่าเป็นประโยชน์ต่อการระบบ km กล่าวคือ
1. สื่อการเรียนการสอน (Media of Presentation) การใช้สื่อการเรียนการสอนที่หลากหลายควรถูกนำมาใช้ในการสร้างระบบ km
2. การจัดการกับปัญหาที่หลากหลาย (Multiple Perspectives) ซึ่งเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่อาจมีความคล้ายคลึงกัน หรือที่แตกต่างกัน รวมถึงปัญหาที่อาจจะมีทางแก้ไขได้หลายทาง จะถูกรวมกันให้กลายเป็นเพียงปัญหาเดียว
3. การควบคุมผู้เรียน (Users control) จะเกี่ยวกับระดับการควบคุมที่ผู้เรียนได้รับในการค้นคว้าและค้นหา ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการแนะนำและแนะแนวซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ปรากฏอยู่ในทฤษฎี km
4. การสนับสนุนออนไลน์ (Online support) เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมที่มีอยู่อย่างหลากหลาย
5. การแนะแนวทางและการให้ความช่วยเหลือ (Navigation aids) เกี่ยวข้องกับแผนการจัดการทรัพยากรที่ปรากฏอยู่ในระบบ km และแผนโครงสร้างลำดับขั้นขององค์ความรู้และประสบการณ์ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการกับองค์ความรู้ที่คลุมเครือ ไม่ชัดเจน
ในความเป็นจริงประเด็นตรงส่วนนี้ยังไม่สมบูรณ์ แต่หยิบยกมาเฉพาะหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับระบบ km เท่านั้น ประเด็นส่วนใหญ่จะผ่านการตรวจสอบ และการแก้ไขให้สมบูรณ์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น